ห้วงที่ ๑ ช่วยรักษาเยียวยาต่อชีวิต
แสงโชตช่วงชัชวาลจากดวงแก้วบนแท่นศิลาเงินส่องไสว ขับห้องหับสีมรกตให้งดงามยิ่งกว่าเก่า ดวงเนตรคู่สวยทอดมองวัตถุเลอค่าตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า เมื่อผู้เป็นเจ้าของตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดและเผลอตัวเหม่อลอยไปในที่ห่างไกล
เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้ฉุดรั้งให้ร่างงามราวรูปสลักกลับคืนสู่ห้วงความเป็นจริง ขาทั้งสองพาผู้เป็นนายก้าวออกจากห้องลับเพื่อเผชิญหน้ากับบุคคลผู้มาเยือน
“ว่าอย่างไร” แว่วเสียงเอ่ยถามของเจ้าชีวิต องครักษ์ผู้สูงศักดิ์รุดค้อมตัวต่ำเพื่อถวายความเคารพ ก่อนจะก้มหน้ารายงานสิ่งที่ผู้เป็นนายเร่งเร้าให้พวกตนเป็นธุระให้
“มีรายงานมาจากทางทิศอุดรว่ากองกำลังไม่ปรากฏจุดประสงค์จำนวนมาก ได้มาเตรดเตร่อยู่บริเวณเหนือน่านน้ำในเขตแคว้นเรา แต่จากการติดตามและเฝ้าดูอยู่ห่างๆ พวกทหารลาดตระเวนคาดว่าพวกมันคงกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่พะยะคะ”
“ตามหาอะไรบางอย่าง...อย่างนั้นหรือ” แว่วเสียงถามไถ่ราวเร่งเร้าให้รีบรายงาน องครักษ์ผู้ภักดีก็สนองพระโอษฐ์องค์ฝ่าบาทของตนด้วยคำตอบที่เจ้าผู้ครองนครได้คิดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
“กระหม่อมคาดว่าสิ่งนั้นอาจกำลังเป็นเป้าหมายที่พวกมันตามหาอยู่พะยะค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าก็คิดเอาไว้แล้วเช่นกันว่าสักวันเรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้น ว่าแต่รู้หรือไม่ว่าทหารพวกนั้นเป็นกองกำลังของฝ่ายไหน”
“คาดว่าเป็นพวกปักษาสวรรค์พะยะคะ”
“หึ เผ่าพันธุ์ยิ่งใหญ่ครองน่านฟ้ามีธุระอันใดกับอัญมณีต้องสาปใต้พิภพกัน” คำเปรยจากร่างสง่า ทำให้องครักษ์คนสนิทนิ่งไปชั่วครู่ หลังจากคิดใคร่ครวญดีแล้วจึงได้เอ่ยปากทูลให้ทราบ
“ได้ยินว่าภายในราชสำนักเกิดเหตุชิงอำนาจกัน บัดนี้กษัตริย์องค์ก่อนถูกจับกุมไว้พร้อมธิดาและเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีได้สูญหาย ผู้ครองบัลลังก์ในขณะนี้คือหลงกว่านเฟิง แม้จะได้นั่งบัลลังก์แต่กษัตริย์องค์ปัจจุบันยังคงมีความระแวงใจอยู่ เนื่องด้วยผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์องค์ก่อนที่หลบหนีได้ยังมีอยู่มาก และคาดว่าการได้มาซึ่งอำนาจในครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเท่าที่ควร ดังนั้น...”
“หึ เข้าใจแล้ว หวังจะพึ่งอำนาจจากดวงตาแห่งท้องทะเลเพื่อไม่ให้ข้าราชบริพารและประชาชนคิดต่อต้าน เท่าที่ฟังเจ้าเล่ามากษัตริย์องค์นี้ก็มีความสามารถดีอยู่หรอก แต่เสียดายที่โง่เขลาเบาปัญญาคิดจะมาต่อกรกับพวกเราในเขตของเราเองเช่นนี้นับว่าคิดผิดมหันต์”
“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำอย่างไรต่อไปหรือพะยะคะ” ตาเรียวเหลือบมองร่างที่ก้มต่ำอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองตรงไปข้างหน้า นัยน์ตาคู่งามฉายแววสนุกสนานและโกรธเกรี้ยวในคราวเดียวกัน
“ข้าก็จะเล่นสนุกกับพวกมันสักหน่อยนะสิ เจ้าออกไปได้แล้ว เดี๋ยวที่เหลือข้าจัดการเอง” องครักษ์หนุ่มรับคำสั่งแล้วยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนทำความเคารพอีกครั้งแล้วหันหลังก้าวเดินจากไป
ร่างสง่างามสะบัดชายเสื้อครั้งหนึ่งปรากฏอัญมณีสีแดงเพลิงรูปประหลาดขึ้นในมือ รอยยิ้มถูกจุดขึ้นที่มุมปากแล้วขยับปากเป่าวัตถุน่าสงสัยนั่นเลือนหายไป ก่อนที่ความวุ่นวายจากเบื้องบนจะเกิดขึ้นในพริบตา
“ปักษาสวรรค์รึ...คิดผิดแล้วหละที่จะมาต่อกรกับมัจฉาเจ้าสมุทร แล้วจะได้รู้ว่าเพลิงโทสะของข้าหาได้ด้อยฤทธิ์ไปกว่าใครไม่”
บนผืนพิภพเหนือน่านน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปีกสีดำถูกสยายบินสำรวจโดยรอบ เหล่าทหารหาญนำทัพโดยหย่งหมิงกำลังออกตามหาสิ่งสำคัญตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
“เจอไหม” เสียงห้าวร้องถามนายทหารคนหนึ่งที่บินเข้ามาใกล้
“ยังเลยขอรับ เราออกหาทั่วบริเวณที่คาดว่าอดีตนายกองน่าจะตกลงมาแล้วแต่ไม่พบวี่แววแม้แต่น้อย อีกทั้งน่านน้ำบริเวณนี้ก็เป็นอาณาเขตของพวกมัจฉาเจ้าสมุทรเสียด้วย ข้ามีความเห็นว่าหากพวกเรายังบินร่อนอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ปลอดภัย พวกนั้นคงต้องสงสัยหรือคิดว่าเรามีจุดประสงค์ร้ายอย่างแน่นอน”
“จริงของเจ้า ถ้าเช่นนั้นบอกให้พวกเราถอยกลับกันก่อนแล้วกัน นี่ก็บินหากันทั้งวันแล้วคงล้าปีกกันบ้างหละ ไหนจะดวงอาทิตย์ที่แผดแสงจ้านั่นอีก ถ้าพวกนั้นเกิดซุ่มโจมตีเราจากน่านน้ำขึ้นมาคงไม่มีทางหลีกหนีได้”
หลังจากออกคำสั่งให้ยกเลิกการค้นหาอดีตนายกองแห่งกองทัพปักษาสวรรค์ไม่ทันไร ท้องฟ้าที่สดใสเต็มไปด้วยแสงแดดเมื่อครู่กลับขุ่นมัวอย่างประหลาด เมฆตั้งเค้าทั้งฟ้าร้องฟ้าผ่าและสายฝนที่เริ่มต้นตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่ามาก่อน
“นั่นอะไรนะ” หย่งหมิงร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นผืนน้ำที่นิ่งสงบมาแต่แรกกลับหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ท้องสมุทรปั่นป่วนด้วยลมพายุและห่าฝน พวกทหารชาวปักษาสวรรค์ที่อ่อนแรงจำนวนหนึ่งถูกลมพายุและฝนเปียกโชกปีกรับน้ำไม่สามารถบินต่อได้ บ้างจมหายไปในท้องน้ำ บ้างถูกลมพัดกลับเข้าฝั่ง บ้างถูกฟ้าผ่าเหม็นเนื้อไหม้
หย่งหมิงจำต้องอพยพพลลงบนพื้นดินบริเวณนั้นด้วยความตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่คาดฝัน แต่ยังไม่ทันที่ความหวาดหวั่นจะหายไปร่างสัตว์ประหลาดสีเพลิงลุกไฟก็โผล่ขึ้นจากกลางน้ำวนนั้น เสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดเสียดแทงไปทุกอณูประสาท ร่างมหึมาคล้ายงูอ้าปากกลืนกินเหล่าทหารที่ตกน้ำและพยายามตะเกียกตะกายเอาตัวรอด
ทั้งหย่งหมิงและทหารที่รอดชีวิตยืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ภาพทหารถูกกลืนไปที่ละคนจนคนสุดท้ายลับหายไปยังคงติดตา หลังจากประกาศศักดาความกระหายในการฆ่าเหยื่อจนหนำใจแล้ว เจ้าสัตว์ร้ายร้องคำรามส่งผลให้เปลวไฟที่ลุกไหม้ตัวอยู่ยิ่งกระพือแรงขึ้นแล้วกระโจนดำดิ่งลึกลงไปในเกลียวคลื่นที่หมุนวนพร้อมสูบทุกสิ่งให้จมลึก
หลังจากลับร่างสิ่งมีชีวิตสีเพลิงนั้น ฝนที่ตกหนักเมื่อครู่ค่อยๆ หยุดลง เมฆฝนครึ้มดำเมื่อครู่ถูกแสงแดดสาดส่องระเหยหายไป ฟ้าร้องฟ้าแลบและผ่าลงจางหายไปพร้อมกับพายุฝน ทิ้งไว้เพียงความประหวั่นพรั่นพรึงในใจพวกปักษาสวรรค์ผู้รอดตายเท่านั้นที่บ่งบอกให้รู้ว่าภาพความโหดร้ายเมื่อสักครู่ได้เกิดขึ้นจริง
“หยางจินหรือว่าเจ้า....”
ร่างระหงส์ทอดสายตามองใบหน้าคมของร่างที่หลับใหลด้วยความสงบนิ่ง
เสียงหยุดมือของหมอหลวงส่งผลให้ดวงตาทั้งคู่ละจากใบหน้าของคนเจ็บมายังผู้อาวุโสที่สุดในห้องแทน
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง”
หมอหลวงค้อมศีรษะก่อนตอบคำถามองค์ราชันย์ของตนอย่างนอบน้อม
“สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีพะยะคะ คาดว่าอีกไม่เกินสองราตีก็คงได้สติ”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกก่อนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วออกคำสั่งเสียงเรียบ
“เช่นนั้นท่านช่วยดูเขาต่ออีกสักนิดเถอะ
แล้วเวลาเย็นข้าจะมาอีกครั้ง”
“พะยะคะ”
“ฝ่าบาทเกิดอะไรขึ้นข้างบนกันแน่พะยะคะ”
ราชองครักษ์ที่รออยู่หน้าห้องคนเจ็บเอ่ยถามทันทีที่เห็นนายเหนือหัว น้ำเสียงร้อนใจภายใต้ท่าทีสงบนิ่งของคนตรงหน้าทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่าฝ่าบาทเผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นด้วยความสนุก
“ก็แค่เล่นอะไรนิดหน่อย” ดวงตาทั้งคู่ฉายแววสนุกสนานเมื่อเห็นองครักษ์หนุ่มเริ่มกระวนกระวาย
“ที่ว่านิดหน่อยนั่นทรงทำอะไรหรือพะยะคะ”
ใบหน้าหล่อหลับตาข่มอารมณ์ให้สงบลงกลั้นใจถาม
“ปล่อยเพ่ยเพ่ยออกมาว่ายน้ำเล่นนะ”
คำตอบรับจากเจ้านายส่งผลให้องครักษ์หนุ่มแทบล้มทั้งยืน
“เพ่ยเพ่ย...ท่านใช้งานสัตว์นรกอย่างนั้นหรือ”
“พูดจาหยาบคาย
เพ่ยเพ่ยเป็นปลาไหลโลกันตร์ต่างหาก” ยิ่งเห็นองครักษ์ผู้เงียบขรึมเดือดเนื้อร้อนใจกับการกระทำของตน
องค์กษัตริย์แห่งมัจฉาเจ้าสมุทรยิ่งแย้มยิ้มมากขึ้นไปอีก
“แล้วมันต่างอะไรกันหรือพะยะคะ
ฝ่าบาททรงทำอะไรไม่ปรึกษากระหม่อมอีกแล้ว
หากครั้งนี้ชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนด้วยจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงไตร่ตรองดูก่อนสิพะยะคะ”
ถ้อยตำหนิจากบุคคลยศต่ำกว่าทำให้รอยยิ้มเมื่อครู่เลือนหายไปราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ร่างระหงส์เชิดหน้าตั้งตรงไว้ตัวอย่างเห็นได้ชัด
“ต้าเฟิง
บางทีเจ้าอาจจะลืมไปก็ได้ว่าข้าอยู่ในฐานะอะไร เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาเบาปัญญาคิดอ่านไม่เป็นรึจึงได้เผยอตัวตำหนิ
การที่พวกปักษาสวรรค์กล้าบินร่อนเต็มน่านฟ้าเช่นนั้นคงไม่มีชาวเมืองมนุษย์คนใดกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้เขตชายฝั่งในตอนนี้แน่
อีกทั้งเพ่ยเพ่ยไม่ทำร้ายมัจฉาเจ้าสมุทร
อย่าลืมนะว่าสัตว์น้ำทุกชนิดล้วนแล้วแต่เป็นบริวารของข้า และทาสย่อมต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเจ้านาย
ไม่มีสิทธิ์โอหังดังที่เจ้ากำลังทำอยู่”
“ขอประธานอภัยที่กระหม่อมทูลโดยมิได้ไตร่ตรองเสียก่อน
โปรดอย่าถือสาในความโง่เขลานี้เลย”
“เห็นว่าเจ้าซื่อสัตย์และอยู่กับข้ามานานหรอกนะถึงได้ไม่ลงโทษ
แต่เห็นทีข้าคงจะใจดีกับเจ้ามากเกินไปอย่างที่แล้วมาไม่ได้เสียแล้ว”
ต้าเฟิงก้มหน้านิ่งด้วยยอมรับผิด แต่ยังไม่ทันที่องค์กษัตริย์จะได้พูดต่อ
เสียงหมอหลวงที่วิ่งออกมาก็ขัดขึ้นมาเบี่ยงเบนความสนใจเสียก่อน
“ฝ่าบาทพะยะคะ เขาฟื้นแล้วพะยะคะ” สิ้นคำรายงาน
เจ้าชีวิตก็รีบถลาเข้าไปในที่พำนักของแขกแปลกหน้าอย่างทันท่วงที
“เจ้า...เป็นใคร”
ร่างบอบช้ำเอ่ยเสียงพร่าพลางพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง
“ข้าชื่อหยงหยาน”
ผู้เป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวงในที่นี้ตอบพลางช่วงพยุงกายร่างตรงหน้า
แม้จะถูกปฏิเสธโดยการขัดขืนในทีแรก แต่สุดท้ายความปวดแปลบจากบาดแผลที่ยังสดใหม่ก็ทำให้ร่างแกร่งต้องยอมให้ช่วยในที่สุด
“ท่าน...ช่วยข้าไว้รึ”
สรรพนามเอ่ยเรียกที่ถูกเปลี่ยนใหม่เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าผู้ถูกถามให้ปรากฏ
“ข้าพบท่านกำลังบาดเจ็บอยู่แล้วหมดสติไป
จึงพาท่านมารักษาตัวที่นี่ ตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้างหรือ
ยังเจ็บแผลอยู่มากหรือไม่”
“ยังระบมอยู่ แต่ข้าคิดว่าดีขึ้นแล้ว”
“พูดเป็นเล่น!
สภาพแบบนี้เรียกว่าดีขึ้นได้ที่ไหนกัน เออ...ทูลฝ่าบาท
กระหม่อมคิดว่าต้องให้เขาพักรักษาตัวที่นี่อีกสักระยะหนึ่งจนกว่าบาดแผลจะสมานตัว
และหายไข้เสียก่อนพะยะค่ะ” หมอหลวงชราตวาดเสียงใส่คนไข้ที่พูดจากไม่คิด
พร้อมทั้งทูลเจ้าชีวิตของตนด้วยเสียงที่อ่อนลงมาก
“ถ้าเช่นนั้นก็ฝากท่านช่วยดูแลเขาด้วยแล้วกัน”
เสียงหวานเอ่ยสั่งราบเรียบ
“น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ”
“ข้าบอกชื่อให้ท่านได้รู้แล้ว
แล้วท่านเล่าจะปิดบังชื่อแซ่กับข้าหรือ” ร่างระหงส์ทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างคนเจ็บบนแท่นศิลาพิสุทธิ์
แล้วทอดสายตามองใบหน้าคมที่ฉาบแววลังเลและตึงเครียดอยู่ไม่น้อย
แต่สุดท้ายร่างตรงหน้าก็ถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“หยางจิน...ข้าชื่อหยางจิน” เมื่อได้รับคำตอบที่สร้างความพอใจ
เจ้าของร่างงามก็พยุงกายคนเจ็บให้นอนลงอีกครา มือเรียวทาบหน้าผากวัดความร้อน
จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป
“อะไรของคนผู้นั้นกัน”
อดีตนายกองผู้นำทัพปักษาสวรรค์ได้แต่นอนมองเพดานถ้ำแล้วพึมพำตามหลังผู้ที่เพิ่งจากไป
เมื่อได้กลับมาอยู่กับตัวเองเพียงลำพังในครั้งแรกหลังจากคืนสติ
หัวใจอันเด็ดเดี่ยวก็ดำดิ่งลึกลงในห้วงความทรงจำอันแสนร้าวราน
“วางอาวุธนั่นลงเสียเถิดสหายข้า”
ดวงตาสีรัตติกาลสบกับดวงตาสีเมฆหมอกอย่างเกรี้ยวกราด
ความเจ็บแค้นระคนผิดหวังปรากฏฉายชัดเกินกว่าที่จักข่มใจไม่ให้ตวาดกร้าว
“อย่ามานับมิตรกับข้าเจ้าคนขายแผ่นดิน!!!” ผู้ถูกบริภาสทำเพียงแค่เหยียดยิ้มอย่างไม่แยแส
“ข้าเปล่าเสียหน่อย
เรียกว่ากบฏทางการเมืองจะเหมาะกว่า”
“หุบปาก!
ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าจะหยาบช้าได้ถึงเพียงนี้ ทรยศบ้านเมืองแลองค์เหนือหัว
เสียแรงที่พระองค์ทรงเคยไว้เนื้อเชื้อใจให้กินยศรั้งตำแหน่งมีหน้ามีตา
เสียแรงที่ข้าเคยไว้ใจเจ้าคิดว่าเป็นเพื่อนตายหมายฝากชีวิต!”
เสียงกร้าวเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
“เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าข้าต้องแลกกับสิ่งใดเพื่อจะให้ได้มายังจุดนี้”
แววตาสีเมฆหมอกเคร่งขรึมขึ้น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเมื่อครู่เรียบเฉยไร้แววขี้เล่น
และน้ำเสียงเย็นเยียบที่จับความรู้สึกไม่ได้ ทำให้อดีตเพื่อนสนิทเริ่มเป็นกังวล
“ไม่เอาน่าหย่งหมิง
เอ่ยเรื่องยากเช่นนั้นหยางจินคงไม่เข้าใจเป็นแน่
ข้าว่าจบเรื่องสนทนาของพวกเจ้าเอาไว้ก่อนเถิด หากมัวร่ำไรอยู่เช่นนี้ท่านอ๋องคงกริ้วแย่”
เสียงหวานของสตรีเพียงหนึ่งเดียวเอ่ยปรามสร้างความชิงชังบังเกิดในดวงตาสีนิลทบทวีขึ้น
“ใช้ราชาศัพท์กับเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าคงขายวิญญาณให้พวกกบฏไปสิ้นแล้วกระมังลี่เทียน”
ถ้อยคำเสียดสีจากบุรุษผมดำหาได้ทำให้ใบหน้าหวานแสดงอาการขุ่นมัวไม่
กลับกันเจ้าของนามลี่เทียนกลับแย้มรอยยิ้มส่งให้คน ‘เคย’ สนิทอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับคำถามต่อว่ากรายๆ แม้แต่น้อย
“ก็ช่วยไม่ได้นี่...ตอนนี้เฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เจ้าว่าเป็นท่านอ๋องครองเมืองนี้
แม้จะมิได้สืบสายเลือดราชวงศ์โดยตรงก็ยังถือว่าเป็นกษัตริย์ครองแผ่นดิน”
ถ้อยคำตอบจากคนคุ้นเคยสร้างความร้าวลึกให้ร่างที่เต็มไปด้วยรอยแผลและกลิ่นคาวโลหิต
ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนเคยคุ้นทั้งสองจะหักหลังตนเองและบ้านเมืองได้อย่างเลือดเย็นถึงเพียงนี้
หรือความสัมพันธ์เก่าก่อนที่มีจะไม่มีคุณค่าใดให้จดจำ
“หยางจิน!”
เจ้าของชื่อสะดุ้งกายหลุดออกจากภวังค์ความคิดหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกคราหนึ่ง
ใบหน้าอิดโรยเพราะความเจ็บปวดจากรอยแผลและพิษไข้หันมองสบเจ้าของเสียงเรียก
“ท่านเป็นอะไรไป ข้าเรียกตั้งนานกลับเหม่อลอย”
ร่างระหงส์ร่างเดิมกล่าวสำทับใบหน้ามุ่ย หากแต่ไร้คำตอบจากเจ้าของร่างบนแท่นศิลาใหญ่
ราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์เห็นเช่นนั้นก็หาได้เค้นเอาคำตอบจากคนเจ็บต่อ
กลับบอกจุดประสงค์การกลับมาในระยะเวลาเพียงไม่นานของตนให้กับแขกผู้มาเยือนโดยมิตั้งใจรับรู้
“ข้าให้คนเตรียมอาหารมาให้
ทานเสียหน่อยแล้วอีกประเดี๋ยวหมอหลวงจะจัดยามาให้”
หยางจินทอดสายตามองร่างสตรีในชุดผ้าแพรสามนางที่ยกอาหารเข้ามาวางเรียงรายนิ่ง เมื่ออาหารทั้งหมดถูกยกมาวางจนครบแล้ว
พวกนางก็ทำความเคารพร่างทรงเกียรติและถอยห่างออกจากบานทวารประตูในที่สุด
“ข้าขอขอบใจท่านมากที่เมตตาช่วยชีวิตข้าและยังดูแลเป็นอย่างดี
ข้าซึ้งน้ำใจท่านมากเหลือเกิน
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วหากว่ามีสิ่งใดที่ข้าพอจะตอบแทนท่านได้ข้าก็ยินดีทำ” คำมั่นของร่างบอบช้ำบนแท่นนอน
ทำให้ร่างทรงศักดิ์ชะงักชั่วครู่ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด
“เช่นนั้นก็อย่าลืมเสียหละ”
หยงหยานกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องรับรองแขกชั่วคราวนี้ไป
หยางจินมองตามร่างที่สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งร่างจนลับหายไปทางประตูและมีนางกำนัลข้ารับใช้สามนางก่อนหน้านี้เข้ามาแทน
ทั้งสามเข้ามาปรนนิบัติดูแลและป้อนอาหารตลอดจนยาให้แก่คนเจ็บตามพระกระแสรับสั่งแห่งองค์เหนือหัว
แม้ร่างสูงจะปฏิเสธอย่างไรพวกนางก็ยืนยันทำตามดำรัสของนายเหนือหัวไม่ให้ขาดตกบงพร่อง
คล้อยหลังจากที่นางกำนัลทั้งสามป้อนยาและพยุงร่างคนเจ็บให้ล้มตัวลงนอนคว่ำกับแท่นนอน
เพื่อไม่ให้บาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังแกร่งได้รับความกระทบกระเทือนและออกจากห้องไปแล้ว
ร่างสูงก็คิดคำนึงถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญมาอีกครั้งหนึ่ง
ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับด้วยน้ำมือของผู้ได้ชื่อว่าสหาย
มิอาจเทียบบาดแผลที่บาดลึกลงไปในในได้เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์ยาและบาดแผลที่ยังสดใหม่
เสียงขับขานท่วงทำนองหวานของเพลงพิณถูกบรรเลงในกลางดึกที่เงียบสงัด
แว่วเสียงคลื่นกระทบชายฝั่งดังให้ได้ยินสลับเสียงเครื่องดนตรีเป็นระยะ
“ทรงมีพระกระแสสำราญด้วยเรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ”
ร่างองครักษ์คนสนิทเอ่ยถามจากเบื้องหลัง
ผู้เป็นเจ้าชีวิตหาได้ปริปากเอ่ยตอบคำถามนั้นไม่
มือเรียวยังคงดีดสายเครื่องดนตรีชิ้นโปรดเป็นท่วงทำนองต่อไปจนจบเพลงถึงได้ละออกหันกลับมาสบตาคนถาม
“ข้าเพียงแค่นอนไม่หลับเท่านั้น
หาได้สำราญใจเรื่องใดไม่”
ถ้อยคำปฏิเสธของร่างระหงส์กลับขัดแย้งกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเจ้าตัวจนคนใกล้ชิดสังเกตเห็น
ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยท้วงให้คนฟังไม่ชอบใจ
“เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย ทหารตระเวนชายแดนได้รายงานมาว่าพวกเหินอากาศหวาดกลัวและตกตะลึงกับการสูญเสียนั้นอย่างมาก
พวกที่รอดชีวิตก็สะบักสะบอมไม่น้อยและถอยทัพกลับไปโดยไม่ผ่านน่านน้ำพะยะค่ะ” สิ้นคำกล่าวรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิท
รอยยิ้มหวานหยดย้อยก่อนหน้าก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นยิ้มแสยะอย่างสะใจบนใบหน้าของผู้ฟัง
“หากพวกมันยังกล้ามายุ่งวุ่นวายกับอัญมณีต้องสาปอีกหละก็...ครั้งหน้าข้าคงไม่สั่งให้เพ่ยเพ่ยออมมือเป็นแน่”
ใบหน้าชอบใจยามนึกเรื่องสนุกของหยงหยาน
ทำให้องครักษ์คู่ใจแอบเหงื่อตกกับคำมั่นนั้น
“กระหม่อมไม่คิดว่าพวกมันจะกล้ากลับมาต่อกรกับเราเป็นหนที่สองหรอกพะยะค่ะ
เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายคงทำให้หวาดผวาไปไม่น้อย หรือหากพวกมันยังดื้อดึงคิดจะแย่งชิงสิ่งนั้นจริงดังที่พระองค์คาดการณ์
ก็คงต้องเตรียมกองกำลังและวิธีการมาให้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจจะผ่านด่านเพ่ยเพ่ยไปได้โดยง่าย”
ต้าเฟิงแสดงความคิดเห็นต่อหน้าพระพักตร์ซึ่งกษัตริย์รูปงามก็หาได้กล่าวอันใดในเรื่องนี้ต่อไม่
“ข้าว่านี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าไปพักผ่อนเถิด
ข้าเองก็จะเข้านอนแล้วเช่นกัน” สุรเสียงหวานเอื้อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
คำรายงานที่ได้ฟังสร้างความเกษมสำราญให้ผู้จัดการได้อย่างมหาศาล
“พะยะค่ะ ฝ่าบาท”
องครักษ์คนสนิทเพียงโค้งรับและเดินจากไปตามรับสั่ง และเพลงที่สองได้ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้งไปพร้อมกับการก้าวเดินของร่างสูงที่นิ่งขรึมอยู่เป็นนิตย์...เพลงดวงตาพระสมุทร
เสียงร่ำไห้ครางระงมดังมาจากทิศหนึ่ง
ร่างสูงหันไปยังทิศนั้นและเดินตามเสียงเจือสะอื้นแผ่วเบา
“ท่านพี่...ฮึก”
ยิ่งระดับความดังเข้าใกล้มากเพียงใด ใจของร่างสูงยิ่งว้าวุ่นทวีขึ้นเท่านั้น
“เงียบเสีย!
ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับเจ้า” เสียงแหบหยาบอีกเสียงว่าขึ้นบ้าง
“ไม่! ข้าไม่เชื่อ! พี่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ และเขาต้องมาช่วยข้าออกไปแน่!” เสียงเจอสะอื้นเดิมว่าอย่างห้าวหาญและมาดมั่น
ก่อนที่เสียงบางอย่างกระทบเนื้อจะดังขึ้น
เท้าทั้งสองยิ่งสืบเข้าหาต้นตอของเสียงทั้งสองที่แสนคุ้นเคยให้เร็วขึ้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าเสียงที่ได้ยินเป็นของใคร
ก่อนที่เท้าทั้งคู่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เจ็บร้าวอย่างคาดไม่ถึง
ภายใต้ห้องขังที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคุกใต้ดิน
ร่างคุ้นตาของบุรุษร่างโปร่งไม่ได้กล้าแกร่งสมชายถูกจับเปลือยท่อนบนอยู่ตรงกำแพงอิฐสีมอๆ
มือทั้งสองถูกพันธนาการด้วยโซ่เส้นหนาแขวนให้อยู่เหนือศีรษะ เท้าทั้งสองมีลูกตุ้มซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์พันธนาการเอาไว้อยู่
ผิวขาวดุจไข่มุกแต่งแต้มไปด้วยรอยแผลสีแดงสดพาดผ่านเป็นริ้วเส้น
บางแผลปรากฏหยาดโลหิตสีแดงข้นหลั่งรินอาบผิวที่เคยสวย
ใบหน้าบวมปูดจากการถูกทารุณอย่างโหดร้าย
ที่ขมับและมุมปากมีคาบเลือดแห้งกรังเกาะอยู่
เบื้องหน้าของร่างนั้นคือร่างอ้วนชราของตาเฒ่าที่ร่างสูงมิอาจลืม
ในมือมีแส้หนังสัตว์เส้นหนึ่งซึ่งใช้ฟาดสร้างบาดแผลให้คนตรงหน้า
ทุกครั้งที่แส้เส้นหนากระทบผิวเนื้อเสียงร้องอย่างเจ็บปวดก็จะถูกเปล่งออกมาจากปากสีซีดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีชมพูสด
ร่างสูงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดทำได้เพียงกำหมัดแน่นกับภาพที่พบเห็นโดยทำอะไรไม่ได้
ขายาวตั้งจืงก้าวออกไปเพื่อสั่งสอนคนใจหยาบให้รู้สำนึก
แต่ไม่รู้เมื่อไรกันที่ร่างทั้งร่างหนักและถูกพันธนาการเอาไว้
ตาคมจับจ้องโซ่เส้นหนาที่พาดผ่านหัวไหล่ของตนไปยังข้างหลัง ภาพใบหน้าของสหายคนสนิททำให้ร่างสูงหน้าชายืนมองร่างตรงหน้าตาค้างอย่างคาดไม่ถึง
“หย่งหมิง นี่เจ้า...”
เสียงทุ้มเปล่งนามของคนตรงหน้าออกมาอย่างยากลำบาก
ความเจ็บปวดจากภาพการทารุณกรรมก่อนหน้ายิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อสบมองร่างที่เคยเชื่อใจ
เสียงกรีดร้องจากเบื้องหลังดึงความสนใจจากร่างสูงให้หันไปมอง
ภาพร่างคุ้นตาของบุรุษที่ถูกทารุณอย่างโหดร้ายเปลี่ยนไปแล้ว แต่กลับปรากฏร่างงามของสตรีนางหนึ่งในสายตาคู่คม
ตาทั้งสองเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งกับภาพตรงหน้าที่คาดไม่ถึงมาก่อน
ร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์บนเตียงกำมะหยีสีแดงเลือดนก
ถูกทาบทับด้วยร่างกำหนัดของชายหกคนสร้างความชิงชังและรวดร้าวให้หัวใจแกร่งแทบขาดวิ่น
ใบหน้างามเปรอะเปื้อนน้ำตาพยายามเอื้อมมือไขว่คว้าความช่วยเหลือเรียกสติจากร่างที่ยืนนิ่ง
มือใหญ่เอื้อมออกไปหมายคว้ามือบางของร่างตรงหน้า
แต่พันธนาการจากโซ่เส้นหนากลับดึงรั้งจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยห้ามและพยายามดิ้นรนเพื่อปฏิเสธสัมผัสหน้าขยะแขยงจากร่างที่ทาบทับแต่ไม่เป็นผล
ดวงตาคู่คมมองอาภรณ์เนื้อดีของผู้เป็นเจ้าของหัวใจถูกปลดเปลื้องอย่างรุนแรงและฉีกกระชากไม่เหลือชิ้นดีด้วยความเจ็บปวด
หยาดน้ำใสคลอเต็มหน่วยตาด้วยความคับแค้นใจที่ไม่อาจช่วยอะไรผู้เป็นที่รักได้
สร้างความชิงชังเกรี้ยวกราดให้ร่างที่ยืนนิ่งทบทวีจนแทบกระอัก
“คงตักตวงความสุขกันอย่างหิวกระหายไปหลายราตีกันเลยทีเดียว”
ถ้อยคำหยาบกระซิบชิมริมใบหูจากร่างด้านหลังพังทลายความอดทนเฮือกสุดท้ายให้หมดลง
ร่างสูงหันกลับไปเผชิญหน้ากับสหายคนสนิทอีกครั้งท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้คร่ำครวญของสตรีผู้บริสุทธิ์
สลับกับเสียงหัวเราะหยาบโลนของร่างกำหนัดที่ต่ำเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ไม่รู้ว่าโซ่ที่พันธนาการร่างกายอย่างหนาแน่นเมื่อครู่ถูกปลดออกไปตอนไหน
และในมือมีดาบคู่กายอยู่ตั้งแต่เมื่อไร แต่เวลานี้นัยน์ตาคมฉายชัดถึงความชิงชังและแค้นเคือง
มือหนาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จัดฟาดฟันคมดาบใส่ร่างตรงหน้าจนศีรษะกระเด็นหลุดจากร่าง
ทันใดนั้นภาพตรงหน้าพลันมืดลงเหลือแสงสว่างเพียงสามจุดพอให้มองเห็นเท่านั้น
นัยน์ตาแกร่งทอดมองร่างไร้ศีรษะที่ลงลงนอนราบกับพื้นปฐพีซึ่งอยู่ภายใต้แสงจันทร์ทรงกลด
หันไปอีกทางพบร่างเปลือยของสตรีบนเตียงสีขาวบริสุทธิ์ทว่ากลับชโลมไปด้วยโลหิตสีแดงเข้มอ้าปากค้างลูกตาเหลือกขึ้นบ่งบอกให้รู้ว่าสิ้นใจอย่างทรมาน
อีกด้านมีร่างบุรุษซึ่งเต็มไปด้วยแผลจากการทารุณถูกแขวนคอกับประตูเมืองอย่างน่าอนาถ
ร่างสูงเบิกตาค้างกับภาพตรงหน้าและกรีดร้องสุดเสียงกับความสูญเสียที่ได้รับ
“ไม่จริง!!!!”
“แฮ่ก...แฮ่ก...แฮ่ก” หยางจินหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วหลับตาลงพยายามสงบจิตใจที่รวดร้าว
เป็นโชคดีเหลือเกินที่สะดุ้งตื่นจากความฝันเมื่อครู่
ร่างแกร่งพยายามปิดกั้นความเจ็บปวดและหลับตาลงอีกครั้ง
โดยมีเสียงขับขานของดนตรีจากที่ใกล้ๆ ขับกล่อมให้นินทราอย่างสงบ...ดวงตาพระสมุทรหรือ?
