วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ห้วงที่ ๑ ช่วยรักษาเยียวยาต่อชีวิต










ห้วงที่ ๑ ช่วยรักษาเยียวยาต่อชีวิต


แสงโชตช่วงชัชวาลจากดวงแก้วบนแท่นศิลาเงินส่องไสว ขับห้องหับสีมรกตให้งดงามยิ่งกว่าเก่า ดวงเนตรคู่สวยทอดมองวัตถุเลอค่าตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า เมื่อผู้เป็นเจ้าของตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดและเผลอตัวเหม่อลอยไปในที่ห่างไกล


เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้ฉุดรั้งให้ร่างงามราวรูปสลักกลับคืนสู่ห้วงความเป็นจริง ขาทั้งสองพาผู้เป็นนายก้าวออกจากห้องลับเพื่อเผชิญหน้ากับบุคคลผู้มาเยือน


“ว่าอย่างไร” แว่วเสียงเอ่ยถามของเจ้าชีวิต องครักษ์ผู้สูงศักดิ์รุดค้อมตัวต่ำเพื่อถวายความเคารพ ก่อนจะก้มหน้ารายงานสิ่งที่ผู้เป็นนายเร่งเร้าให้พวกตนเป็นธุระให้


“มีรายงานมาจากทางทิศอุดรว่ากองกำลังไม่ปรากฏจุดประสงค์จำนวนมาก ได้มาเตรดเตร่อยู่บริเวณเหนือน่านน้ำในเขตแคว้นเรา แต่จากการติดตามและเฝ้าดูอยู่ห่างๆ พวกทหารลาดตระเวนคาดว่าพวกมันคงกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่พะยะคะ”


“ตามหาอะไรบางอย่าง...อย่างนั้นหรือ” แว่วเสียงถามไถ่ราวเร่งเร้าให้รีบรายงาน องครักษ์ผู้ภักดีก็สนองพระโอษฐ์องค์ฝ่าบาทของตนด้วยคำตอบที่เจ้าผู้ครองนครได้คิดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว


“กระหม่อมคาดว่าสิ่งนั้นอาจกำลังเป็นเป้าหมายที่พวกมันตามหาอยู่พะยะค่ะ”


“ขอบใจเจ้ามาก ข้าก็คิดเอาไว้แล้วเช่นกันว่าสักวันเรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้น ว่าแต่รู้หรือไม่ว่าทหารพวกนั้นเป็นกองกำลังของฝ่ายไหน”


“คาดว่าเป็นพวกปักษาสวรรค์พะยะคะ”


“หึ เผ่าพันธุ์ยิ่งใหญ่ครองน่านฟ้ามีธุระอันใดกับอัญมณีต้องสาปใต้พิภพกัน” คำเปรยจากร่างสง่า ทำให้องครักษ์คนสนิทนิ่งไปชั่วครู่ หลังจากคิดใคร่ครวญดีแล้วจึงได้เอ่ยปากทูลให้ทราบ


“ได้ยินว่าภายในราชสำนักเกิดเหตุชิงอำนาจกัน บัดนี้กษัตริย์องค์ก่อนถูกจับกุมไว้พร้อมธิดาและเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีได้สูญหาย ผู้ครองบัลลังก์ในขณะนี้คือหลงกว่านเฟิง แม้จะได้นั่งบัลลังก์แต่กษัตริย์องค์ปัจจุบันยังคงมีความระแวงใจอยู่ เนื่องด้วยผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์องค์ก่อนที่หลบหนีได้ยังมีอยู่มาก และคาดว่าการได้มาซึ่งอำนาจในครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเท่าที่ควร ดังนั้น...”


“หึ เข้าใจแล้ว หวังจะพึ่งอำนาจจากดวงตาแห่งท้องทะเลเพื่อไม่ให้ข้าราชบริพารและประชาชนคิดต่อต้าน เท่าที่ฟังเจ้าเล่ามากษัตริย์องค์นี้ก็มีความสามารถดีอยู่หรอก แต่เสียดายที่โง่เขลาเบาปัญญาคิดจะมาต่อกรกับพวกเราในเขตของเราเองเช่นนี้นับว่าคิดผิดมหันต์”


“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำอย่างไรต่อไปหรือพะยะคะ” ตาเรียวเหลือบมองร่างที่ก้มต่ำอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองตรงไปข้างหน้า นัยน์ตาคู่งามฉายแววสนุกสนานและโกรธเกรี้ยวในคราวเดียวกัน


“ข้าก็จะเล่นสนุกกับพวกมันสักหน่อยนะสิ เจ้าออกไปได้แล้ว เดี๋ยวที่เหลือข้าจัดการเอง” องครักษ์หนุ่มรับคำสั่งแล้วยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนทำความเคารพอีกครั้งแล้วหันหลังก้าวเดินจากไป


ร่างสง่างามสะบัดชายเสื้อครั้งหนึ่งปรากฏอัญมณีสีแดงเพลิงรูปประหลาดขึ้นในมือ รอยยิ้มถูกจุดขึ้นที่มุมปากแล้วขยับปากเป่าวัตถุน่าสงสัยนั่นเลือนหายไป ก่อนที่ความวุ่นวายจากเบื้องบนจะเกิดขึ้นในพริบตา


“ปักษาสวรรค์รึ...คิดผิดแล้วหละที่จะมาต่อกรกับมัจฉาเจ้าสมุทร แล้วจะได้รู้ว่าเพลิงโทสะของข้าหาได้ด้อยฤทธิ์ไปกว่าใครไม่”





บนผืนพิภพเหนือน่านน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปีกสีดำถูกสยายบินสำรวจโดยรอบ เหล่าทหารหาญนำทัพโดยหย่งหมิงกำลังออกตามหาสิ่งสำคัญตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย


“เจอไหม” เสียงห้าวร้องถามนายทหารคนหนึ่งที่บินเข้ามาใกล้


“ยังเลยขอรับ เราออกหาทั่วบริเวณที่คาดว่าอดีตนายกองน่าจะตกลงมาแล้วแต่ไม่พบวี่แววแม้แต่น้อย อีกทั้งน่านน้ำบริเวณนี้ก็เป็นอาณาเขตของพวกมัจฉาเจ้าสมุทรเสียด้วย ข้ามีความเห็นว่าหากพวกเรายังบินร่อนอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ปลอดภัย พวกนั้นคงต้องสงสัยหรือคิดว่าเรามีจุดประสงค์ร้ายอย่างแน่นอน”


“จริงของเจ้า ถ้าเช่นนั้นบอกให้พวกเราถอยกลับกันก่อนแล้วกัน นี่ก็บินหากันทั้งวันแล้วคงล้าปีกกันบ้างหละ ไหนจะดวงอาทิตย์ที่แผดแสงจ้านั่นอีก ถ้าพวกนั้นเกิดซุ่มโจมตีเราจากน่านน้ำขึ้นมาคงไม่มีทางหลีกหนีได้”


หลังจากออกคำสั่งให้ยกเลิกการค้นหาอดีตนายกองแห่งกองทัพปักษาสวรรค์ไม่ทันไร ท้องฟ้าที่สดใสเต็มไปด้วยแสงแดดเมื่อครู่กลับขุ่นมัวอย่างประหลาด เมฆตั้งเค้าทั้งฟ้าร้องฟ้าผ่าและสายฝนที่เริ่มต้นตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่ามาก่อน


“นั่นอะไรนะ” หย่งหมิงร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นผืนน้ำที่นิ่งสงบมาแต่แรกกลับหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ท้องสมุทรปั่นป่วนด้วยลมพายุและห่าฝน พวกทหารชาวปักษาสวรรค์ที่อ่อนแรงจำนวนหนึ่งถูกลมพายุและฝนเปียกโชกปีกรับน้ำไม่สามารถบินต่อได้ บ้างจมหายไปในท้องน้ำ บ้างถูกลมพัดกลับเข้าฝั่ง บ้างถูกฟ้าผ่าเหม็นเนื้อไหม้


หย่งหมิงจำต้องอพยพพลลงบนพื้นดินบริเวณนั้นด้วยความตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่คาดฝัน แต่ยังไม่ทันที่ความหวาดหวั่นจะหายไปร่างสัตว์ประหลาดสีเพลิงลุกไฟก็โผล่ขึ้นจากกลางน้ำวนนั้น เสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดเสียดแทงไปทุกอณูประสาท ร่างมหึมาคล้ายงูอ้าปากกลืนกินเหล่าทหารที่ตกน้ำและพยายามตะเกียกตะกายเอาตัวรอด


ทั้งหย่งหมิงและทหารที่รอดชีวิตยืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ภาพทหารถูกกลืนไปที่ละคนจนคนสุดท้ายลับหายไปยังคงติดตา หลังจากประกาศศักดาความกระหายในการฆ่าเหยื่อจนหนำใจแล้ว เจ้าสัตว์ร้ายร้องคำรามส่งผลให้เปลวไฟที่ลุกไหม้ตัวอยู่ยิ่งกระพือแรงขึ้นแล้วกระโจนดำดิ่งลึกลงไปในเกลียวคลื่นที่หมุนวนพร้อมสูบทุกสิ่งให้จมลึก


หลังจากลับร่างสิ่งมีชีวิตสีเพลิงนั้น ฝนที่ตกหนักเมื่อครู่ค่อยๆ หยุดลง เมฆฝนครึ้มดำเมื่อครู่ถูกแสงแดดสาดส่องระเหยหายไป ฟ้าร้องฟ้าแลบและผ่าลงจางหายไปพร้อมกับพายุฝน ทิ้งไว้เพียงความประหวั่นพรั่นพรึงในใจพวกปักษาสวรรค์ผู้รอดตายเท่านั้นที่บ่งบอกให้รู้ว่าภาพความโหดร้ายเมื่อสักครู่ได้เกิดขึ้นจริง


“หยางจินหรือว่าเจ้า....”





ร่างระหงส์ทอดสายตามองใบหน้าคมของร่างที่หลับใหลด้วยความสงบนิ่ง เสียงหยุดมือของหมอหลวงส่งผลให้ดวงตาทั้งคู่ละจากใบหน้าของคนเจ็บมายังผู้อาวุโสที่สุดในห้องแทน


“อาการเป็นอย่างไรบ้าง” หมอหลวงค้อมศีรษะก่อนตอบคำถามองค์ราชันย์ของตนอย่างนอบน้อม


“สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีพะยะคะ คาดว่าอีกไม่เกินสองราตีก็คงได้สติ” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกก่อนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วออกคำสั่งเสียงเรียบ


“เช่นนั้นท่านช่วยดูเขาต่ออีกสักนิดเถอะ แล้วเวลาเย็นข้าจะมาอีกครั้ง”


“พะยะคะ”


“ฝ่าบาทเกิดอะไรขึ้นข้างบนกันแน่พะยะคะ” ราชองครักษ์ที่รออยู่หน้าห้องคนเจ็บเอ่ยถามทันทีที่เห็นนายเหนือหัว น้ำเสียงร้อนใจภายใต้ท่าทีสงบนิ่งของคนตรงหน้าทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่าฝ่าบาทเผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นด้วยความสนุก


“ก็แค่เล่นอะไรนิดหน่อย” ดวงตาทั้งคู่ฉายแววสนุกสนานเมื่อเห็นองครักษ์หนุ่มเริ่มกระวนกระวาย


“ที่ว่านิดหน่อยนั่นทรงทำอะไรหรือพะยะคะ” ใบหน้าหล่อหลับตาข่มอารมณ์ให้สงบลงกลั้นใจถาม


“ปล่อยเพ่ยเพ่ยออกมาว่ายน้ำเล่นนะ” คำตอบรับจากเจ้านายส่งผลให้องครักษ์หนุ่มแทบล้มทั้งยืน


“เพ่ยเพ่ย...ท่านใช้งานสัตว์นรกอย่างนั้นหรือ”


“พูดจาหยาบคาย เพ่ยเพ่ยเป็นปลาไหลโลกันตร์ต่างหาก” ยิ่งเห็นองครักษ์ผู้เงียบขรึมเดือดเนื้อร้อนใจกับการกระทำของตน องค์กษัตริย์แห่งมัจฉาเจ้าสมุทรยิ่งแย้มยิ้มมากขึ้นไปอีก


“แล้วมันต่างอะไรกันหรือพะยะคะ ฝ่าบาททรงทำอะไรไม่ปรึกษากระหม่อมอีกแล้ว หากครั้งนี้ชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนด้วยจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงไตร่ตรองดูก่อนสิพะยะคะ” ถ้อยตำหนิจากบุคคลยศต่ำกว่าทำให้รอยยิ้มเมื่อครู่เลือนหายไปราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ร่างระหงส์เชิดหน้าตั้งตรงไว้ตัวอย่างเห็นได้ชัด


“ต้าเฟิง บางทีเจ้าอาจจะลืมไปก็ได้ว่าข้าอยู่ในฐานะอะไร เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาเบาปัญญาคิดอ่านไม่เป็นรึจึงได้เผยอตัวตำหนิ การที่พวกปักษาสวรรค์กล้าบินร่อนเต็มน่านฟ้าเช่นนั้นคงไม่มีชาวเมืองมนุษย์คนใดกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้เขตชายฝั่งในตอนนี้แน่ อีกทั้งเพ่ยเพ่ยไม่ทำร้ายมัจฉาเจ้าสมุทร อย่าลืมนะว่าสัตว์น้ำทุกชนิดล้วนแล้วแต่เป็นบริวารของข้า และทาสย่อมต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเจ้านาย ไม่มีสิทธิ์โอหังดังที่เจ้ากำลังทำอยู่”


“ขอประธานอภัยที่กระหม่อมทูลโดยมิได้ไตร่ตรองเสียก่อน โปรดอย่าถือสาในความโง่เขลานี้เลย”


“เห็นว่าเจ้าซื่อสัตย์และอยู่กับข้ามานานหรอกนะถึงได้ไม่ลงโทษ แต่เห็นทีข้าคงจะใจดีกับเจ้ามากเกินไปอย่างที่แล้วมาไม่ได้เสียแล้ว” ต้าเฟิงก้มหน้านิ่งด้วยยอมรับผิด แต่ยังไม่ทันที่องค์กษัตริย์จะได้พูดต่อ เสียงหมอหลวงที่วิ่งออกมาก็ขัดขึ้นมาเบี่ยงเบนความสนใจเสียก่อน


“ฝ่าบาทพะยะคะ เขาฟื้นแล้วพะยะคะ” สิ้นคำรายงาน เจ้าชีวิตก็รีบถลาเข้าไปในที่พำนักของแขกแปลกหน้าอย่างทันท่วงที


“เจ้า...เป็นใคร” ร่างบอบช้ำเอ่ยเสียงพร่าพลางพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง


“ข้าชื่อหยงหยาน” ผู้เป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวงในที่นี้ตอบพลางช่วงพยุงกายร่างตรงหน้า แม้จะถูกปฏิเสธโดยการขัดขืนในทีแรก แต่สุดท้ายความปวดแปลบจากบาดแผลที่ยังสดใหม่ก็ทำให้ร่างแกร่งต้องยอมให้ช่วยในที่สุด


“ท่าน...ช่วยข้าไว้รึ” สรรพนามเอ่ยเรียกที่ถูกเปลี่ยนใหม่เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าผู้ถูกถามให้ปรากฏ


“ข้าพบท่านกำลังบาดเจ็บอยู่แล้วหมดสติไป จึงพาท่านมารักษาตัวที่นี่ ตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้างหรือ ยังเจ็บแผลอยู่มากหรือไม่”


“ยังระบมอยู่ แต่ข้าคิดว่าดีขึ้นแล้ว”


“พูดเป็นเล่น! สภาพแบบนี้เรียกว่าดีขึ้นได้ที่ไหนกัน เออ...ทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าต้องให้เขาพักรักษาตัวที่นี่อีกสักระยะหนึ่งจนกว่าบาดแผลจะสมานตัว และหายไข้เสียก่อนพะยะค่ะ” หมอหลวงชราตวาดเสียงใส่คนไข้ที่พูดจากไม่คิด พร้อมทั้งทูลเจ้าชีวิตของตนด้วยเสียงที่อ่อนลงมาก


“ถ้าเช่นนั้นก็ฝากท่านช่วยดูแลเขาด้วยแล้วกัน” เสียงหวานเอ่ยสั่งราบเรียบ


“น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ”


“ข้าบอกชื่อให้ท่านได้รู้แล้ว แล้วท่านเล่าจะปิดบังชื่อแซ่กับข้าหรือ” ร่างระหงส์ทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างคนเจ็บบนแท่นศิลาพิสุทธิ์ แล้วทอดสายตามองใบหน้าคมที่ฉาบแววลังเลและตึงเครียดอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายร่างตรงหน้าก็ถอนหายใจอย่างยอมแพ้


“หยางจิน...ข้าชื่อหยางจิน” เมื่อได้รับคำตอบที่สร้างความพอใจ เจ้าของร่างงามก็พยุงกายคนเจ็บให้นอนลงอีกครา มือเรียวทาบหน้าผากวัดความร้อน จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป


“อะไรของคนผู้นั้นกัน” อดีตนายกองผู้นำทัพปักษาสวรรค์ได้แต่นอนมองเพดานถ้ำแล้วพึมพำตามหลังผู้ที่เพิ่งจากไป


เมื่อได้กลับมาอยู่กับตัวเองเพียงลำพังในครั้งแรกหลังจากคืนสติ หัวใจอันเด็ดเดี่ยวก็ดำดิ่งลึกลงในห้วงความทรงจำอันแสนร้าวราน


“วางอาวุธนั่นลงเสียเถิดสหายข้า” ดวงตาสีรัตติกาลสบกับดวงตาสีเมฆหมอกอย่างเกรี้ยวกราด ความเจ็บแค้นระคนผิดหวังปรากฏฉายชัดเกินกว่าที่จักข่มใจไม่ให้ตวาดกร้าว


“อย่ามานับมิตรกับข้าเจ้าคนขายแผ่นดิน!!!” ผู้ถูกบริภาสทำเพียงแค่เหยียดยิ้มอย่างไม่แยแส


“ข้าเปล่าเสียหน่อย เรียกว่ากบฏทางการเมืองจะเหมาะกว่า”


“หุบปาก! ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าจะหยาบช้าได้ถึงเพียงนี้ ทรยศบ้านเมืองแลองค์เหนือหัว เสียแรงที่พระองค์ทรงเคยไว้เนื้อเชื้อใจให้กินยศรั้งตำแหน่งมีหน้ามีตา เสียแรงที่ข้าเคยไว้ใจเจ้าคิดว่าเป็นเพื่อนตายหมายฝากชีวิต!” เสียงกร้าวเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ


“เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าข้าต้องแลกกับสิ่งใดเพื่อจะให้ได้มายังจุดนี้” แววตาสีเมฆหมอกเคร่งขรึมขึ้น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเมื่อครู่เรียบเฉยไร้แววขี้เล่น และน้ำเสียงเย็นเยียบที่จับความรู้สึกไม่ได้ ทำให้อดีตเพื่อนสนิทเริ่มเป็นกังวล


“ไม่เอาน่าหย่งหมิง เอ่ยเรื่องยากเช่นนั้นหยางจินคงไม่เข้าใจเป็นแน่ ข้าว่าจบเรื่องสนทนาของพวกเจ้าเอาไว้ก่อนเถิด หากมัวร่ำไรอยู่เช่นนี้ท่านอ๋องคงกริ้วแย่” เสียงหวานของสตรีเพียงหนึ่งเดียวเอ่ยปรามสร้างความชิงชังบังเกิดในดวงตาสีนิลทบทวีขึ้น


“ใช้ราชาศัพท์กับเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าคงขายวิญญาณให้พวกกบฏไปสิ้นแล้วกระมังลี่เทียน” ถ้อยคำเสียดสีจากบุรุษผมดำหาได้ทำให้ใบหน้าหวานแสดงอาการขุ่นมัวไม่ กลับกันเจ้าของนามลี่เทียนกลับแย้มรอยยิ้มส่งให้คน เคยสนิทอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับคำถามต่อว่ากรายๆ แม้แต่น้อย


“ก็ช่วยไม่ได้นี่...ตอนนี้เฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เจ้าว่าเป็นท่านอ๋องครองเมืองนี้ แม้จะมิได้สืบสายเลือดราชวงศ์โดยตรงก็ยังถือว่าเป็นกษัตริย์ครองแผ่นดิน” ถ้อยคำตอบจากคนคุ้นเคยสร้างความร้าวลึกให้ร่างที่เต็มไปด้วยรอยแผลและกลิ่นคาวโลหิต ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนเคยคุ้นทั้งสองจะหักหลังตนเองและบ้านเมืองได้อย่างเลือดเย็นถึงเพียงนี้ หรือความสัมพันธ์เก่าก่อนที่มีจะไม่มีคุณค่าใดให้จดจำ


“หยางจิน!” เจ้าของชื่อสะดุ้งกายหลุดออกจากภวังค์ความคิดหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกคราหนึ่ง ใบหน้าอิดโรยเพราะความเจ็บปวดจากรอยแผลและพิษไข้หันมองสบเจ้าของเสียงเรียก


“ท่านเป็นอะไรไป ข้าเรียกตั้งนานกลับเหม่อลอย” ร่างระหงส์ร่างเดิมกล่าวสำทับใบหน้ามุ่ย หากแต่ไร้คำตอบจากเจ้าของร่างบนแท่นศิลาใหญ่ ราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์เห็นเช่นนั้นก็หาได้เค้นเอาคำตอบจากคนเจ็บต่อ กลับบอกจุดประสงค์การกลับมาในระยะเวลาเพียงไม่นานของตนให้กับแขกผู้มาเยือนโดยมิตั้งใจรับรู้


“ข้าให้คนเตรียมอาหารมาให้ ทานเสียหน่อยแล้วอีกประเดี๋ยวหมอหลวงจะจัดยามาให้” หยางจินทอดสายตามองร่างสตรีในชุดผ้าแพรสามนางที่ยกอาหารเข้ามาวางเรียงรายนิ่ง เมื่ออาหารทั้งหมดถูกยกมาวางจนครบแล้ว พวกนางก็ทำความเคารพร่างทรงเกียรติและถอยห่างออกจากบานทวารประตูในที่สุด


“ข้าขอขอบใจท่านมากที่เมตตาช่วยชีวิตข้าและยังดูแลเป็นอย่างดี ข้าซึ้งน้ำใจท่านมากเหลือเกิน เมื่ออาการดีขึ้นแล้วหากว่ามีสิ่งใดที่ข้าพอจะตอบแทนท่านได้ข้าก็ยินดีทำ” คำมั่นของร่างบอบช้ำบนแท่นนอน ทำให้ร่างทรงศักดิ์ชะงักชั่วครู่ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด


“เช่นนั้นก็อย่าลืมเสียหละ” หยงหยานกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องรับรองแขกชั่วคราวนี้ไป


หยางจินมองตามร่างที่สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งร่างจนลับหายไปทางประตูและมีนางกำนัลข้ารับใช้สามนางก่อนหน้านี้เข้ามาแทน ทั้งสามเข้ามาปรนนิบัติดูแลและป้อนอาหารตลอดจนยาให้แก่คนเจ็บตามพระกระแสรับสั่งแห่งองค์เหนือหัว แม้ร่างสูงจะปฏิเสธอย่างไรพวกนางก็ยืนยันทำตามดำรัสของนายเหนือหัวไม่ให้ขาดตกบงพร่อง


คล้อยหลังจากที่นางกำนัลทั้งสามป้อนยาและพยุงร่างคนเจ็บให้ล้มตัวลงนอนคว่ำกับแท่นนอน เพื่อไม่ให้บาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังแกร่งได้รับความกระทบกระเทือนและออกจากห้องไปแล้ว ร่างสูงก็คิดคำนึงถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญมาอีกครั้งหนึ่ง ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับด้วยน้ำมือของผู้ได้ชื่อว่าสหาย มิอาจเทียบบาดแผลที่บาดลึกลงไปในในได้เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์ยาและบาดแผลที่ยังสดใหม่






เสียงขับขานท่วงทำนองหวานของเพลงพิณถูกบรรเลงในกลางดึกที่เงียบสงัด แว่วเสียงคลื่นกระทบชายฝั่งดังให้ได้ยินสลับเสียงเครื่องดนตรีเป็นระยะ


“ทรงมีพระกระแสสำราญด้วยเรื่องอันใดหรือพะยะค่ะ” ร่างองครักษ์คนสนิทเอ่ยถามจากเบื้องหลัง


ผู้เป็นเจ้าชีวิตหาได้ปริปากเอ่ยตอบคำถามนั้นไม่ มือเรียวยังคงดีดสายเครื่องดนตรีชิ้นโปรดเป็นท่วงทำนองต่อไปจนจบเพลงถึงได้ละออกหันกลับมาสบตาคนถาม


“ข้าเพียงแค่นอนไม่หลับเท่านั้น หาได้สำราญใจเรื่องใดไม่” ถ้อยคำปฏิเสธของร่างระหงส์กลับขัดแย้งกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเจ้าตัวจนคนใกล้ชิดสังเกตเห็น ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยท้วงให้คนฟังไม่ชอบใจ


“เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย ทหารตระเวนชายแดนได้รายงานมาว่าพวกเหินอากาศหวาดกลัวและตกตะลึงกับการสูญเสียนั้นอย่างมาก พวกที่รอดชีวิตก็สะบักสะบอมไม่น้อยและถอยทัพกลับไปโดยไม่ผ่านน่านน้ำพะยะค่ะ” สิ้นคำกล่าวรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิท รอยยิ้มหวานหยดย้อยก่อนหน้าก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นยิ้มแสยะอย่างสะใจบนใบหน้าของผู้ฟัง


“หากพวกมันยังกล้ามายุ่งวุ่นวายกับอัญมณีต้องสาปอีกหละก็...ครั้งหน้าข้าคงไม่สั่งให้เพ่ยเพ่ยออมมือเป็นแน่” ใบหน้าชอบใจยามนึกเรื่องสนุกของหยงหยาน ทำให้องครักษ์คู่ใจแอบเหงื่อตกกับคำมั่นนั้น


“กระหม่อมไม่คิดว่าพวกมันจะกล้ากลับมาต่อกรกับเราเป็นหนที่สองหรอกพะยะค่ะ เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายคงทำให้หวาดผวาไปไม่น้อย หรือหากพวกมันยังดื้อดึงคิดจะแย่งชิงสิ่งนั้นจริงดังที่พระองค์คาดการณ์ ก็คงต้องเตรียมกองกำลังและวิธีการมาให้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจจะผ่านด่านเพ่ยเพ่ยไปได้โดยง่าย” ต้าเฟิงแสดงความคิดเห็นต่อหน้าพระพักตร์ซึ่งกษัตริย์รูปงามก็หาได้กล่าวอันใดในเรื่องนี้ต่อไม่


“ข้าว่านี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าเองก็จะเข้านอนแล้วเช่นกัน” สุรเสียงหวานเอื้อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม คำรายงานที่ได้ฟังสร้างความเกษมสำราญให้ผู้จัดการได้อย่างมหาศาล


“พะยะค่ะ ฝ่าบาท” องครักษ์คนสนิทเพียงโค้งรับและเดินจากไปตามรับสั่ง และเพลงที่สองได้ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้งไปพร้อมกับการก้าวเดินของร่างสูงที่นิ่งขรึมอยู่เป็นนิตย์...เพลงดวงตาพระสมุทร






เสียงร่ำไห้ครางระงมดังมาจากทิศหนึ่ง ร่างสูงหันไปยังทิศนั้นและเดินตามเสียงเจือสะอื้นแผ่วเบา


“ท่านพี่...ฮึก” ยิ่งระดับความดังเข้าใกล้มากเพียงใด ใจของร่างสูงยิ่งว้าวุ่นทวีขึ้นเท่านั้น


“เงียบเสีย! ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับเจ้า” เสียงแหบหยาบอีกเสียงว่าขึ้นบ้าง


“ไม่! ข้าไม่เชื่อ! พี่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ และเขาต้องมาช่วยข้าออกไปแน่!” เสียงเจอสะอื้นเดิมว่าอย่างห้าวหาญและมาดมั่น ก่อนที่เสียงบางอย่างกระทบเนื้อจะดังขึ้น


เท้าทั้งสองยิ่งสืบเข้าหาต้นตอของเสียงทั้งสองที่แสนคุ้นเคยให้เร็วขึ้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าเสียงที่ได้ยินเป็นของใคร ก่อนที่เท้าทั้งคู่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เจ็บร้าวอย่างคาดไม่ถึง


ภายใต้ห้องขังที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคุกใต้ดิน ร่างคุ้นตาของบุรุษร่างโปร่งไม่ได้กล้าแกร่งสมชายถูกจับเปลือยท่อนบนอยู่ตรงกำแพงอิฐสีมอๆ มือทั้งสองถูกพันธนาการด้วยโซ่เส้นหนาแขวนให้อยู่เหนือศีรษะ เท้าทั้งสองมีลูกตุ้มซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์พันธนาการเอาไว้อยู่


ผิวขาวดุจไข่มุกแต่งแต้มไปด้วยรอยแผลสีแดงสดพาดผ่านเป็นริ้วเส้น บางแผลปรากฏหยาดโลหิตสีแดงข้นหลั่งรินอาบผิวที่เคยสวย ใบหน้าบวมปูดจากการถูกทารุณอย่างโหดร้าย ที่ขมับและมุมปากมีคาบเลือดแห้งกรังเกาะอยู่


เบื้องหน้าของร่างนั้นคือร่างอ้วนชราของตาเฒ่าที่ร่างสูงมิอาจลืม ในมือมีแส้หนังสัตว์เส้นหนึ่งซึ่งใช้ฟาดสร้างบาดแผลให้คนตรงหน้า ทุกครั้งที่แส้เส้นหนากระทบผิวเนื้อเสียงร้องอย่างเจ็บปวดก็จะถูกเปล่งออกมาจากปากสีซีดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีชมพูสด


ร่างสูงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดทำได้เพียงกำหมัดแน่นกับภาพที่พบเห็นโดยทำอะไรไม่ได้ ขายาวตั้งจืงก้าวออกไปเพื่อสั่งสอนคนใจหยาบให้รู้สำนึก แต่ไม่รู้เมื่อไรกันที่ร่างทั้งร่างหนักและถูกพันธนาการเอาไว้ ตาคมจับจ้องโซ่เส้นหนาที่พาดผ่านหัวไหล่ของตนไปยังข้างหลัง ภาพใบหน้าของสหายคนสนิททำให้ร่างสูงหน้าชายืนมองร่างตรงหน้าตาค้างอย่างคาดไม่ถึง


“หย่งหมิง นี่เจ้า...” เสียงทุ้มเปล่งนามของคนตรงหน้าออกมาอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดจากภาพการทารุณกรรมก่อนหน้ายิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อสบมองร่างที่เคยเชื่อใจ


เสียงกรีดร้องจากเบื้องหลังดึงความสนใจจากร่างสูงให้หันไปมอง ภาพร่างคุ้นตาของบุรุษที่ถูกทารุณอย่างโหดร้ายเปลี่ยนไปแล้ว แต่กลับปรากฏร่างงามของสตรีนางหนึ่งในสายตาคู่คม


ตาทั้งสองเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งกับภาพตรงหน้าที่คาดไม่ถึงมาก่อน ร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์บนเตียงกำมะหยีสีแดงเลือดนก ถูกทาบทับด้วยร่างกำหนัดของชายหกคนสร้างความชิงชังและรวดร้าวให้หัวใจแกร่งแทบขาดวิ่น ใบหน้างามเปรอะเปื้อนน้ำตาพยายามเอื้อมมือไขว่คว้าความช่วยเหลือเรียกสติจากร่างที่ยืนนิ่ง


มือใหญ่เอื้อมออกไปหมายคว้ามือบางของร่างตรงหน้า แต่พันธนาการจากโซ่เส้นหนากลับดึงรั้งจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยห้ามและพยายามดิ้นรนเพื่อปฏิเสธสัมผัสหน้าขยะแขยงจากร่างที่ทาบทับแต่ไม่เป็นผล


ดวงตาคู่คมมองอาภรณ์เนื้อดีของผู้เป็นเจ้าของหัวใจถูกปลดเปลื้องอย่างรุนแรงและฉีกกระชากไม่เหลือชิ้นดีด้วยความเจ็บปวด หยาดน้ำใสคลอเต็มหน่วยตาด้วยความคับแค้นใจที่ไม่อาจช่วยอะไรผู้เป็นที่รักได้ สร้างความชิงชังเกรี้ยวกราดให้ร่างที่ยืนนิ่งทบทวีจนแทบกระอัก


“คงตักตวงความสุขกันอย่างหิวกระหายไปหลายราตีกันเลยทีเดียว” ถ้อยคำหยาบกระซิบชิมริมใบหูจากร่างด้านหลังพังทลายความอดทนเฮือกสุดท้ายให้หมดลง


ร่างสูงหันกลับไปเผชิญหน้ากับสหายคนสนิทอีกครั้งท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้คร่ำครวญของสตรีผู้บริสุทธิ์ สลับกับเสียงหัวเราะหยาบโลนของร่างกำหนัดที่ต่ำเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน


ไม่รู้ว่าโซ่ที่พันธนาการร่างกายอย่างหนาแน่นเมื่อครู่ถูกปลดออกไปตอนไหน และในมือมีดาบคู่กายอยู่ตั้งแต่เมื่อไร แต่เวลานี้นัยน์ตาคมฉายชัดถึงความชิงชังและแค้นเคือง มือหนาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จัดฟาดฟันคมดาบใส่ร่างตรงหน้าจนศีรษะกระเด็นหลุดจากร่าง


ทันใดนั้นภาพตรงหน้าพลันมืดลงเหลือแสงสว่างเพียงสามจุดพอให้มองเห็นเท่านั้น นัยน์ตาแกร่งทอดมองร่างไร้ศีรษะที่ลงลงนอนราบกับพื้นปฐพีซึ่งอยู่ภายใต้แสงจันทร์ทรงกลด หันไปอีกทางพบร่างเปลือยของสตรีบนเตียงสีขาวบริสุทธิ์ทว่ากลับชโลมไปด้วยโลหิตสีแดงเข้มอ้าปากค้างลูกตาเหลือกขึ้นบ่งบอกให้รู้ว่าสิ้นใจอย่างทรมาน อีกด้านมีร่างบุรุษซึ่งเต็มไปด้วยแผลจากการทารุณถูกแขวนคอกับประตูเมืองอย่างน่าอนาถ


ร่างสูงเบิกตาค้างกับภาพตรงหน้าและกรีดร้องสุดเสียงกับความสูญเสียที่ได้รับ


“ไม่จริง!!!!







“แฮ่ก...แฮ่ก...แฮ่ก” หยางจินหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วหลับตาลงพยายามสงบจิตใจที่รวดร้าว เป็นโชคดีเหลือเกินที่สะดุ้งตื่นจากความฝันเมื่อครู่ ร่างแกร่งพยายามปิดกั้นความเจ็บปวดและหลับตาลงอีกครั้ง โดยมีเสียงขับขานของดนตรีจากที่ใกล้ๆ ขับกล่อมให้นินทราอย่างสงบ...ดวงตาพระสมุทรหรือ?